วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรื่องที่ 2 การมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการตัดสินใจ

การมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการตัดสินใจ
        การอยู่ร่วมกันในสังคม สมาชิกทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ ของสังคมร่วมกัน เพื่อการพัฒนาสังคมและการอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ
        สำหรับนักเรียนก็สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ได้เช่นกัน เริ่มจากการมีส่วร่วมในกิจกรรมในโรงเรียน เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนให้เจริญก้าวหน้า
1.การมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการตัดสินใจต่อกิจกรรมของห้องเรียนและโรงเรียน
        โรงเรียนเป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้และการทำกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกทักษะต่างๆ ตัวอย่างกิจกรรมในโรงเรียน เช่น กิจกรรมพัฒนาโรงเรียน กิจกรรมทางวิชาการ เป็นต้น
        การปฎิบัติตนมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการตัดสินใจ ต่อกิจกรรมของห้องเรียน และโรงเรียน
  1. ต้องตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนต่อห้องเรียนและโรงเรียน
  2. สื่อสารด้วยภาษาเชิงบวก สร้างสรรค์ เพื่อความร่วมมือลดการเผชิญหน้า ที่มาจากความขัดแย้ง
  3. แสดงออกต่อกันอย่างกัลยาณมิตร
  4. ยอมรับฟังความคิดเห็น เหตุและผลจากรอบด้าน เพื่อหาแนวทางการทำงาน
  5. ร่วมกันรับผิดชอบผลของการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน
การปฎิบัติตนดังกล่าว ส่งผลให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆมากขึ้น เกิดความรักสามัคคีในหมู่เพื่อนสมาชิกของห้องเรียนและโรงเรียน
2.การตรวจสอบข้อมูล
        การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ทำให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วจากหลายช่องทาง เช่นสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอนั้นอาจเป็นความจริง หรือไม่เป็นความจริงก็ได้
        ดังนั้นนักเรียนจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกรับ และตรวจสอบข้อมูลจากสื่อต่างๆ เพื่อการรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง
        หลักการตรวจสอบข้อมูล
  1. ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล
  2. ตรวจสอบการบันทึกข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน
  3. ตรวจสอบคุณภาพและข้อเท็จจริงของข้อมูล โดยการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่ง
  4. มีวิจารณญาณในการรับข้อมูล และแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ข่าวลือ ข้อมูลที่เล่าต่อๆกันมา
        การตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบจะทำให้ได้ข้อเท็จจริง ช่วยลดความผิดพลาดในการตัดสินใจและสร้างความโปร่งใสในการปฎิบัติงาน

เรื่องที่ 1 การปฎิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย

การจะเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยนั้น ประชาชนจะต้องเข้าใจและมีวิถีชีวิตในลักษณะประชาธิปไตย โดยจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ สันติสุข และเสรีภาพ คือประชาชนในสังคมมีความสงบสุข ปลอดภัยและมีอิสระที่จะกระทำการใดๆ ภายใต้ขอบเขตกฏหมาย โดยไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
ทั้งนี้จะต้องทำความเข้าใจในลักษณะของประชาธิปไตยว่ามี 3 ลักษณะ คือ
  1. ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นอุดมคติ ซึ่งหมายถึง การมีศรัทธาและความเชื่อมั่นในเหตุผลความสามารถ อิสรภาพและเสรีภาพของมนุษย์
  2. ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นระบบการเมือง และวิธีการจัดระเบียบการปกครอง ซึ่งหมายถึง ระบบการเมืองที่ถือว่าอำนาจสุงสุดเป็นของประชาชนหรือการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน
  3. ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นวีถีชีวิต หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งหมายถึง การอยู่รวมกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความเสมอภาคในสิทธิและเสรีภาพของสมาชิกทุกคนไม่ก้าวก่ายในสิทธิของผู้อื่น เคารพกฏเกณฑ์ของสังคม ร่วมกันรับผิดชอบและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ตลอดจนใช้สติปัญญาแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
ความหมายของประชาธิปไตย
  • ประชาธิปไตย มาจากคำว่า ประชา+อธิปไตย ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Democracy ซึ่งมาจากคำภาษากรีกว่า Demukratia อันประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ demos (ประชาชน) และCratos (การปกครอง) ฉะนั้น ประชาธิปไตย จึงหมายถึง ประชาชนปกครอง หรือการปกครองโดยประชาชน
  • ความหมายของประชาธิปไตย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หมายถึง “ระบอบการปกครองที่ถือมติของปวงชนเป็นส่วนใหญ่หรือการถือเสียงข้างมากเป็นส่วนใหญ่”
  • ศ.ดร.กมล ทองธรรมชาติ ได้ให้ความหมายของประชาธิปไตยว่า “ประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน”
สรุปได้ว่า ประชาธิปไตยนั้นมีความหมายได้สองนัย ได้แก่ ประชาธิปไตยในการดำรงชีวิตร่วมกันของสมาชิกในสังคม หมายถึง รูปแบบของพฤิตกรรมมนุษย์ที่สอคดล้องกับหลักการของประชาธิปไตย และความหมายโดยนัยทางการปกครองในสังคม จะหมายถึง การปกครองที่ประชาชนมีอำนาจและมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ในการกำหนดนโยบายในการปกครองประเทศ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมเป็นหลัก
หลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
  1. หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หมายถึง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
  2. หลักเสมอภาค ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฏหมาย ความเท่าเทียมกันทางการเมือง
  3. หลักสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ ได้แก่ การที่ประชาชนมีอำนาจอันชอบทำในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน มีอิสระในการกระทำในขอบเขต                  ของกฏหมายและมีแนวทางปฏิบัติตนที่เป็นอิสระภายใต้ขอบเขตของกฏหมาย
  4. หลักนิติธรรม การปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีหลักกฏหมายเป็นกฏเกณฑ์และกติกาของประเทศ คือ การที่ประชาชนใช้กฏหมายเป็นหลักในการทำงานเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและเกิดความยุติธรรมในสังคม
  5. หลักการยอมรับเสียงข้างมาก คือ การที่ประชาชนในรัฐใช้มติของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักในการทำงาน
  6. หลักการใช้เหตุผล คือ การที่ประชาชนใช้หลักเหตุผลเป็นหลักในการหาข้อสรุปเพื่อทำงานรวมกันหรือการอยู่ร่วมกัน
  7. หลักประนีประนอม คือ การที่ประชาชนไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา แต่ใช้การตกลงร่วมกันในการขจัดข้อขัดแย้งที่ไม่เห็นด้วย
  8. หลักการยินยอม คือ การที่ประชาชนใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเป็นตัวของตัวเองโดยปราศจากการบังคับ มีความเห็นตรงกันจึงตัดสินใจผ่านตัวแทนของประชาชนในการดำเนินงานทางการเมืองและการปกครอง
ลักษณะของสังคมประชาธิปไตย
ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนจะปฏิบัติต่อกัน ดังนี้
  1. การเคารพในสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามขอบเขตที่บัญญัติไว้ในกฏหมาย
  2. การใช้หลักเหตุผลในการตัดสินปัญหา ข้อขัดแย้ง
  3. การเคารพในกฏ กติกาของสังคมเพื่อความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม
  4. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของส่วนรวมและสังคม
  5. การมีน้ำใจเป็นประชาธิปไตย ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
  6. การยึดมั่นในหลักความยุติธรรม และการปฏิบัติต่อกันอย่างสม่ำเสมอภาคเท่าเทียมกันของสมาชิกทุกคนในสังคม
คุณลักษณะที่สำคัญของสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย
  1. มีความยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย
  2. มีการรู้จักใช้ปัญญา เหตุผลในการแก้ปัญหา
  3. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งมีเหตุผลและมีการประนีประนอมกันในทางความคิด
  4. เคารพในสิทธิและการตัดสินใจของผู้อื่น
  5. มีความเสียสละและเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
  6. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น
  7. ใช้เสียงข้างมากโดยไม่ละเมิดสิทธิเสียงข้างน้อย
  8. ยึดถือหลักความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของสมาชิก
  9. ปฏิบัติตนตามกฏข้อบังคับของสังคม
  10. ปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรม ยึดมั่นในวัฒนธรรม ประเพณี
  11. รู้จักแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
  12. เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี
  13. มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ความสำคัญของการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามวีถีประชาธิปไตย
  1. ทำให้สังคมและประเทศชาติมีการพัฒนาไปอย่างมั่นคง
  2. เกิดความรักและความสามัคคีในหมู่คณะ
  3. สังคมมีความเป็นระเบียบ สงบเรียบร้อย
  4. สมาชิกทุกคนได้รับสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ จากกฏหมายความเท่าเทียมกัน เกิดความเป็นธรรมในสังคม
  5. สมาชิกในสังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีน้ำใจต่อกัน
คุณค่าของประชาธิปไตย
คุณค่าทางการเมือง
  1. ประชาชนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร
  2. ประชาชนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงตัวผู้ปกครองรัฐ เมื่อนำการบริหารงานผิดพลาด
  3. คุณค่าทางเศรษฐกิจ
  4. ประชาชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้
  5. ประชาชนมีเสรีภาพในการผลิต การบริการ การลงทุนต่างๆ
  6. ประชาชนมีอำนาจในการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า
  7. ประชาชนได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างเป็นธรรมในการรับบริการทางเศรษฐกิจ
คุณค่าทางสังคม
  1. ประชาชนมีโอกาสได้รับความคุ้มครองจากรัฐในด้านสิทธิมนุษยชน
  2. ประชาชนมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์
  3. ประชาชนมีความเท่าเทียมกันในโอกาสและสิทธิในการดำเนินชีวิตภายใต้บทบัญญัติแห่งกฏหมาย
  4. ประชาชนรู้จักอยู่ร่วมกันโดยสันติวิธี
  5. ประชาชนร่วมมือกันทำงานเพื่อความสงบสุขในรัฐ
คุณธรรมของการเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยระดับประเทศชาติ
คนดี หมายถึง การเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักศีลธรรมและค่านิยมที่ดีงามในสังคม การเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยมีความหมายและขอบเขตข้อจำกัดมากกว่าการเป็นคนดีโดยทั่วไป พลเมืองดี นอกจากจะเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมแล้ว ยังต้องประกอบด้วยคุณลักษณะของระบบการปกครองตามอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐนั้นๆ
การเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตย หมายถึง การที่พลเมืองมีหลักการดำเนินชีวิตที่มีคุณธรรม จริยธรรม และมีบทบาทในการกระทำที่มีคุณลักษณะทางประชาธิปไตยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการดำเนินชีวิต คุณธรรมของการเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตยมีดังนี้
ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หมายถึง การที่บุคคลมีความสำนึกถึงความสำคัญของความเป็นคนไทย มีจิตใจฝักใฝ่ศาสนา และตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนในการผดุงรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป
  • การยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนาที่ตนเองนับถือ ทุกศาสนามีหลักศีลธรรมที่ช่วยสร้างจิตใจของคนให้กระทำดี ไม่เบียดเบียนกัน มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน สมาชิกในสังคมสมควรศรัทธาในศาสนาที่ตนนับถือ แล้วปฏิบัติตามหลักศีลธรรมของศาสนาที่ตนนับถืออย่างสม่ำเสมอ
  • ความซื่อสัตย์ หมายถึง การกระทำที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ยึดเอาสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตน บุคคลควรซื่อสัตย์ต่อตนเอง คือ กระทำตนให้เป็นคนดี และบุคคลควรซื่อสัตย์ต่อบุคคลอื่นๆ หมายถึงกระทำดีและถูกต้องตามหน้าที่ต่อผู้อื่น
  • ความเสียสละ หมายถึง การคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นและส่วนรวม
  • ความรับผิดชอบ หมายถึง การยอมรับการกระทำของตนเองหรือการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง
  • การมีระเบียบวินัย หมายถึง การกระทำที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้
  • การตรงต่อเวลา หมายถึง การทำงานหรือทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงทันตรงตามเวลาที่กำหนดโดยใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
  • ความกล้าหาญทางจริยธรรม หมายถึง การกระทำที่แสดงออกในทางที่ถูกที่ควรโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ความกล้านี้ไม่ใช่การอวดดี แต่เป็นการแสดงออกอย่างมีเหตุผล เพื่อความถูกต้อง

เรื่องที่ 4 พระบรมราโชวาทและหลักการทรงงาน

พิมพ์
พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระราชทานแก่องค์กรคณะบุคคลต่างๆ
อีเมล
“การใช้จ่ายอย่างประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเอง 
และครอบครัวช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ที่ประหยัดเท่านั้น 
ยังเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๒

“ถ้าทำงานด้วยความตั้งใจที่จะให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่ คือความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติ 
ด้วยความสุจริตและด้วยความรู้ความสามารถด้วยจริงใจ ไม่นึกถึงเงินทองหรือนึกถึงผลประโยชน์ใดๆ 
ก็เป็นการทำหน้าที่โดยตรงและได้ทำหน้าที่โดยเต็มที่”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๑

“ถ้าทุกคนสนใจในความรักประเทศชาติ รักษาความดีเอาไว้ ไม่ต้องไปตามอย่างในสิ่งที่เราเห็นว่าไม่น่า
ที่จะเจริญไม่น่าจะพัฒนา เราต้องรักษาแนวทางความคิดตามที่เรามีอยู่ 
แม้จะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลจากปู่ย่าตายายของเรา แต่เป็นระเบียบการหรือเป็นวิธีการที่ดี จะไม่ล้าสมัย”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ๑๓ มีนาคม ๒๕๑๔

“ชาติบ้านเมืองประกอบด้วยนานาสถาบัน อันเปรียบได้กับอวัยวะทั้งปวง ที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตร่างกาย 
ชีวิตร่างกายดำรงอยู่ได้ เพราะอวัยวะใหญ่น้อยทำงานเป็นปรกติพร้อมกันอย่างไร 
ชาติบ้านเมืองก็ดำรงอยู่ได้เพราะสถาบันต่าง ๆ ตั้งมั่นและปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยพร้อมมูลอย่างนั้น”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ
และอาสาสมัครพลเรือนในพิธีตรวจพลสวนสนาม ในงานพระราชพิธีรัชดาภิเษก ๘ มิถุนายน ๒๕๑๔

“ชาติบ้านเมือง คือ ชีวิต เลือดเนื้อ และสมบัติของเราทุกคน และการดำรงรักษาชาติประเทศนั้น 
มิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใดโดยเฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆฝ่าย ทุกๆคน 
ที่จะต้องร่วมมือกระทำ พร้อมกันไปโดยสอดคล้องเกื้อกูลกัน”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีตรวจพลสวนสนาม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีรัชดาภิเษก ๘ มิถุนายน ๒๕๑๔

“การมีเสรีภาพนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามความรับผิดชอบ
มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุข
ของส่วนร่วมด้วย”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๔

“ความรู้ในวิชาการ เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ และทำให้เป็นคนที่มีเกียรติ เป็นคนที่สามารถ 
เป็นคนที่มีความพอใจได้ในตัวว่า ทำประโยชน์แก่ตนเองและแก่ส่วนรวม นอกจากวิชาความรู้ 
ก็จะต้องฝึกฝนในสิ่งที่ตัวต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับสังคม สอดคล้องกับสมัยและสอดคล้องกับศีลธรรมที่ดีงาม 
ถ้าได้ทั้งวิชาการ ทั้งความรู้รอบตัว และความรู้ในชีวิต ก็จะทำให้เป็นคนที่ครบคน ที่จะภูมิใจได้”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเนื่องในโอกาสวันปิดภาคเรียนของโรงเรียนจิตรลดา ๒๕ มีนาคม ๒๕๑๕

“จิตใจและความประพฤติที่สะอาดและมีระเบียบ เป็นรากฐานสำคัญของชีวิตจิตใจทั้งความประพฤติดังนั้นใช่จะเกิดมีขึ้นเองได้ 
หากแต่จำเป็นต้องฝึกหัดอบรมและสนับสนุนส่งเสริมกันอย่างจริงจังสม่ำเสมอ นับตั้งแต่บุคคลเกิด 
ดังที่มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ได้เฝ้าพยายามกระทำสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งเพื่อให้สามารถรักษาตัวและมีความสุข 
ความสำเร็จในการครองชีวิต ทั้งให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ด้วยความผาสุกสงบ”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในพิธีเปิดการสัมมนาของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย
เรื่อง การพัฒนาสังคมในด้านศีลธรรมและจิตใจ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๖

“ความสามัคคีนั้น อาจหมายความถึงเห็นชอบเห็นพ้องกันโดยไม่แย้งกัน ความจริงงานทุกอย่างหรือการอยู่ 
เป็นสังคมย่อมต้องมีความขัดแย้งกัน ความคิดต่างกัน ซึ่งไม่เสียหาย แต่อยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าเราใช้หลักวิชา
และความปรองดองด้วยการใช้ปัญญา การแย้งต่าง ๆ ย่อมเป็นประโยชน์ หากมีรากฐานของความคิดอย่างเดียวกัน 
รากฐานของความคิดนั้นคือ แต่ละคนจะต้องทำให้บ้านเมืองมีความมีความเป็นปึกแผ่น”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ มีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๑๗

“ความเข้มแข็งในจิตใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องฝึกฝนแต่เล็กเพราะว่าต่อไป ถ้ามีชีวิตที่ลำบาก ไปประสบอุปสรรคใดๆ 
ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความรู้ ไม่มีทางที่จะผ่านอุปสรรคนั้นได้ เพราะว่าถ้าไม่เจออุปสรรคอะไร 
ก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยเราได้แต่ถ้ามีความรู้ มีอัธยาศัยที่ดี และมีความเข้มแข็ง ในกาย ในใจ 
ก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ นั้นได้”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต
๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๘

“สามัคคี คือการเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิธีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน 
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแย่งตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมนั้นคือความมั่นคงของบ้านเมือง”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙

“คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ จะต้องอยู่เป็นหมู่คณะ และถ้าหมู่คณะนั้นมีความสามัคคี คือเห็นอกเห็นใจ
ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือในทุกเมื่อ ช่วยกันคิดว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่สมควร สิ่งใดที่จะทำให้นำมาสู่ความเจริญ
ความมั่นคง ความสุขก็ทำ สิ่งใดที่นำมาซึ่งหายนะหรือเสียหายก็เว้น และช่วยกันปฏิบัติทั้งหน้าที่ทางกายทั้งหน้าที่ทางใจ”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดสระบุรี
๑๖ เมษายน ๒๕๑๙

“ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบ เป็นหลักสำคัญ 
ผู้ที่จะสามารถประพฤติชอบและหาเลี้ยงชีพชอบได้ด้วยนั้น ย่อมจะมีทั้งวิชาความรู้ ทั้งหลักธรรมทางศาสนา 
เพราะสิ่งแรกเป็นปัจจัยสำหรับใช้กระทำการทำงาน สิ่งหลังเป็นปัจจัยสำหรับส่งเสริมความประพฤติ 
และการปฏิบัติงานให้ชอบคือให้ถูกต้องและเป็นธรรม”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ครูโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม
๔ จังหวัดภาคใต้ จังหวัดปัตตานี ๒๔ สิงหาคม ๒๕๑๙


หลักการทรงงาน

๑. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ศึกษาข้อมูล รายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง
๒. ระเบิดจากข้างใน
สร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน
๓. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก
มองปัญหาในภาพรวม แต่การแก้ปัญหาจะเริ่มจากจุดเล็กๆคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม
๔. ทำตามลำดับขั้น
การพัฒนาให้เริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อไปจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ
๕. ภูมิสังคม
การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศของบริเวณนั้น เช่น ดิน, น้ำ, ป่า, เขา ฯลฯ และสังคมวิทยา เช่น นิสัยใจคอของผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น
๖. องค์รวม
คิดอย่างองค์รวม หรือมองอย่างครบวงจร มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง
๗. ไม่ติดตำรา
การทำงานมีลักษณะที่อนุโลม รอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สภาพสังคม จิตวิทยาของชุมชน ไม่ผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย
๘. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด
แก้ไขปัญหาด้วยความประหยัด เรียบง่าย ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ
๙. ทำให้ง่าย
ทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
๑๐. การมีส่วนร่วม
เปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน
๑๑. ประโยชน์ส่วนรวม
การให้เพื่อส่วนรวมนั้น ไม่ได้ให้เพื่อส่วนรวมอย่างเดียว แต่เป็นการให้เพื่อตนเอง สามารถมีส่วนรวมหรือสังคมที่จะอาศัยอยู่ได้
๑๒. บริการที่จุดเดียว
ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้นแบบการบริหารรวมที่จุดเดียว เพื่อประชาชนที่จะมาใช้บริการ ได้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานส่วนราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการ ณ ที่แห่งเดียว
๑๓. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ปัญหาป่าเสื่อมโทรม พระราชทานพระราชดำริการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก(ต้นไม้) ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ
๑๔. ใช้อธรรมปราบอธรรม
นำกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ
๑๕. ปลูกป่าในใจคน
การที่จะพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนรักป่าเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง
๑๖. ขาดทุนคือกำไร
การเสียคือการให้ หลักการคือ "การให้" และ "การเสียสละ" เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือ ความอยู่ดีมีสุขของราษฎร
๑๗. การพึ่งตนเอง
การพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ประชาชนแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป ขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ในที่สุด
๑๘. พออยู่พอกิน
ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีความยากลำบากให้สามารถอยู่ได้อย่าง "พออยู่พอกิน" เสียก่อนแล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป
๑๙. เศรษฐกิจพอเพียง
เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข็มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้านซึ่งจะสามารถอยู่ได้อย่างสมดุล ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรัชญานี้สามารถประยุกต์ใช้ทั้งระดับบุคคล องค์กร ชุมชน
๒๐. ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน
ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธ์ใจ
๒๑. ทำงานอย่างมีความสุข
ทำงานโดยคำนึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น
๒๒. ความเพียร
จากตัวอย่างบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก พระมหาชนกเพียรว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน ๗ คืน แม้จะมองไม่เห็นฝั่งแต่ยังคงว่ายต่อไป ไม่จมลง จนกลายเป็นอาหารของปลา และได้รับความช่วยเหลือจนถึงฝั่งได้ในที่สุด
๒๓. รู้-รัก-สามัคคี
รู : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา
รัก : เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนการแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดศรัทธา เกิดความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ปัญหานั้นๆ
สามัคคี : เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกิดพลังในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วย
คัดลอกแนวทางทรงงานของพระองค์ท่าน จากงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติปี ๒๕๕๒ เพื่อขอน้อมรับไว้เป็นแนวทางในทางปฏิบัติหน้าที่การงาน ด้วยความเทิดทูนต่อพระองค์ทานตลอดไป..

เรื่องที่ 3 การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

C11417570-8
พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงปกครองประชาชนและแผ่นดินไทยให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ทรงเป็นมิ่งขวัญและเป็นศูนย์รวมความสามัคคีของประชาชนชาวไทยทั้งชาติพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยเป็นอเนกประการ ในยามศึกสงครามเป็นผู้นำในการต่อสู้อธิราชศัตรูของแผ่นดิน ในยามสงบก็ทรงทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุขนอกจากนั้นยังเป็นองค์ศาสนูปถัมภกทุกศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไทยประชาชนคนไทยมีความรักและภาคภูมิใจในองค์พระมหากษัตริย์ จึงถวายความเคารพสักการะและจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน นอกจากนั้นบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ไดบำเพ็ญประโยชน์แก่ราษฎร
เป็นการดำเนินตามรอยพระยุคลบาท ยังความผาสุกให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมากด้วยพระเกียรติคุณที่ได้กล่าวมานี้ โรงเรียนจึงควรจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติเพื่อปลูกฝังความจงรักภักดีและช่วยกันรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป
ประโยชน์ของการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
1. ความรักและภาคภูมิใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลของชาติ
2. เพื่อให้เกิดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
3. เพื่อเทิดพระเกียรติและช่วยกันปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์

เรื่องที่ 2 การยึดมั่นในศาสนา

ศาสนา เป็น สถาบันหลักหนึ่งในสามของไทย คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะต้องยึดมั่
ปฏิบัติ ส่งเสริม และรักาาศาสนาไว้ให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป

การนับถือศาสนาในประเทสไทย

พระพุทธศาสนา 95%

อิสลาม 5%

อื่นๆ 1%

ศาสนาทุกศาสนาล้วนมีหลักธรรม คำสอน แนวความเชื่อและแนวการปฏิบัติต่างๆ ตามคติของแต่ละศาสนา เพื่อ ให้ผู้ปฏิบัติตามเกิดความเจริญในชีวิต     
การยึดมั่นในศาสนาจะทำให้ผู้คนอยู่กันอย่างสงบสุข

๑ คุณค่าและความสำคัญของการยึดมั่นในศาสนา
    
การยึดมั่นในสาสนา คือ การมีความรักความภูมิใจ ความศรัทธาในศาสนา
ที่ตนนับถือ รู้แก่นแท้ของสาสนาและยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติตน
เพื่อพร้อมที่จะดำรงไว้ซึ่งสถาบันศาสนาส่งเสริมและทำนุบำรุงให้ศาสนาเจริญสืบไป คุณค่าของการยึดมั่นในศาสนา มีดังนี้
    
 ๑. เป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต
 ๒. ทำให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เพราะทุกศาสนาล้วนมุ่งหวังให้ทุกคนเป็นคนดี
 ๓. เป็นบ่อเกิดแห่งศีลธรรมจรรยาและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม

๔. การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดมั่นในศาสนา
    ศาสนาทุกศาสนาล้วนสั่งสอนให้ทุกคนเป็นคนดี ศีลธรรม และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ดังนั้นศาสนิกชนจึงควรปฏิบัติตเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดมั่นใน
ศาสนาของตน ดังนี้

การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี

 ๑.นำหลักธรรมคำสอนทางศาสนาไปใช้ในการดำเนินชีวิต

  ๒.เป็นผู้ประพฤติดี ทางกาย วาจา ใจ และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

 ๓. ส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและบำพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม

 ๔. ให้การสงเคราะห์บำเพ็ญทาน ฃ่วยเหลือเพื่อมนุษย์ที่ด้อยโอกาส
 
๕. เฃ้าร่วมในศาสนาพิธีอย่างสม่ำเสมอและปฏิลัติ ได้อย่างถูกต้อง
   
 การปฏิบัติตนเป็นแบบที่ดีในการยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน การเข้าร่วมพิธีกรรมสำคัญทางศาสนา หรือการร่วมทำกิจกรรมอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ก็จะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

เรื่องที่1 ความรักชาติ

ความรักชาติ คือ ความรัก ความสำนึก และความภาคภูมิใจในความเป็นขาติของตนเอง คนไทยทุกคนต้องมีความรักและหวงแหนแผ่นดินไทย นิยมไทย สำนึกและภูมิใจในความเป็นไทย และมีความมุ่งมั่นมี่จะส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งการรักษาผลประโยชน์และเกียรติภูมิของชาติไทย
๑ คุณค่าและความสำคัญของความรักชาติ
          ชาติแสดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางวัฒนธรรม มีความผูกพันกันในทางสายโลหิต เผ่าพันธุ์ ภาษาศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกันคุณค่าของความรักชาติมี ดังนี้
๑) ทำให้เกิดความรักความหวงแหนในแผ่นดิน
๒) ทำให้เกิดความปกป้องรักษาเอกราชไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใด
๓) ทำให้เกิดความรักความสามัคคี และความเสียสละของคนในชาติ
๔) ทำให้เกิดพลังในการทดแทนคุณแผ่นดินและร่วมพัฒนาชาติ
๕) ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นชาติ
          คนไทยทุกคนจะต้องรัก หวงแหน และความภูมิใจมนความเป็นไทย และตระหนักถึงความเสียสละของบรรพบุรุษที่ได้สร้างชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงตราบเท่าทุกวันนี้ ดังนั้น คนไทยจึงต้องร่วมกันปกป้องเกียรติภูมิของชาติไทยและทดแทนคุณแผ่นดิน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย
๒ ค่านิยมในการสร้างความเป็นไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน
                การสร้างสรรค์ความเป็นไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน คนในชาติต้องมีความเข้มแข็งก่อน โดยการส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีค่านิยมหลัง๑๒ ประการ เพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาบ้านเมือง
ค่านิยม๑๒ ประการ
๑)มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
๒)ซื่อสัต)ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม
๓)กตัญญูพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์
๔)ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางออ้ม
๕)รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
๖)มีศีลธรรม รักษาความสัตย์หวังดีต่อผู้อื่นเผื่อแผ่และแบ่งปัน
๗)เข้าใจ เรียนรู้ การเป็นประชาธิปไตย
๘)มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักเคารพผู้ใหญ่
๙)มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ปฏิบัติ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว 
๑๐)รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
๑๑)มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ
๑๒)คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
          การปลูกฝั่งค่านิยมหรือปลูกฝังจิตสำนึกให้คนในชาติเข้าใจและตระหนักถึงความเป็นไทยอย่างแท้จริง และสามารถรักษาหรืออนุรักษ์ไว้อย่างยังยืน ต้องเกิดจากความร่วมมือกันทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียนต่อเนื่องไปถึงระบบชุมชนและสังคม เด็กก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป
๓ การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงความรักชาติ
          ชาติแสดงถึงความเป็นเอกราช เป็นอิสระ แลความปลอดภัยในชีวิต ดังนั้น คนในชาติติองรักและหวงแหนชาติของตน และควรปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงความรักชาติซึ่งสามารถทำได้ ดังนี้
ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในความรักชาติ
๑)ตระหนักรู้ในหน้าที่ของตน 
๒)ปฏิบัติตนตามค่านิยมพื้นฐาน๑๒ประการของคนไทยเพื่อสร้างสังคมที่มีความสุขและเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
๓)เปลี่ยนค่านิยมที่ไม่ถูกต้องในสังคมไทย เช่น ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น
๔)ไม่ยกย่องคนที่ฐานะการเงินแต่ให้ยกย่องที่คุณความดี
มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความเป็นไทย
๑)มีความรับผิดชอบ มีวินัย
๒)ใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม ทั้งการพูด การอ่าน และการเขียน
๓)สนับสนุนและเผยแผ่อาหารไทย ผลไม้ไทยให้เป็นที่นิยมของชาวโลก
๔)แต่งกาย ใช้เครื่องใช้ที่อยู่อาศัยแบไทยๆที่เหมาะสมกับโลกสมัยใหม่
กระทำตนให้เป็นผู้มีจิตใจรักในความเป็นไทย
๑)รักในความเป็นเอกราชของชาติไทย
๒)มีอุดมการณ์รักชาติ เสียสละเพี่อชาติ
๓)รักความยุติธรรมไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
๔)เลื่อมใสศรัทธาในการปกครองระบอบประชาอธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
          คนไทยทุกคนต้องมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงความรักชาติ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการรักแลภูมิใจในภาษาไทย โดยการพูด อ่าน และเขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง การรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ซึ่งหากคนไทยมีความรักชาติ ก็จะทำให้บ้านเมืองมีความผาสุกและมั่นคงสืบไป

เรื่องที่ 3 ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย


ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย

ขนบธรรมเนียม หมายถึง สิ่งที่สังคมในประเทศไทยนิยมประพฤติปฏิบัติต่อเนื่องสืบกันมาเป็นเวลานาน จนยึดถือกันในจิตใจว่าต้องปฏิบัติเช่นนั้น จึงจะเกิดความสุขความเจริญ

ประเพณีไทย หมายถึง ทำกิจกรรมทางสังคมของประเทศไทยที่ถือปฎิบัติสืบต่อกันมา

ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เป็นคำที่ใช้เรียกรวมกัน หมายถึง สิ่งที่คนในสังคมยึดถือปฎิบัติสืบต่อๆกันมานาน มีคุณค่าทางชีวิต มักแฝงไปด้วยศีลธรรมจรรยา ความคิด ความเชื่อ เช่น การทีมารยาทไทย การปฎิบัติตนอย่างถูกกาลเทศะ รวมถึงการมีประเพณีต่างๆซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของชาติไทย  ขนบธรรมเนียมแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่
     1.  ขนบธรรมเนียมประเพณีส่วนบุคคลหรือประเพณีครอบครัว   เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวโดยเฉพาะ เช่น ประเพณีการเกิด ประเพณีเกี่ยวกับการศึกษา ประเพณีการบวช ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีการตาย 
ประเพณีการเกิด
ประเพณีการศึกษา

 ประเพณีการบวช
ประเพณีการแต่งงาน
ประเพณีการตาย

     2.  ขนบธรรมเนียมประเพณีสังคม   เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ทุกคนในชาติต้องกระทำร่วมกัน เช่น วันสงกรานต์ วันลอยกระทง ถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ก่อให้เกิดความสะมพันธ์อันดีของคนในชาติ                                                                                                                                          
  ประเพณีวันสงกรานต์
 ประเพณีวันลอยกระทง

     3.  ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับศาสนา   เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ปฎิบัติกันในวันสำคัญทางศาสนาโดยศาสนิกชนจะพร้อมใจกันไปร่วมงานที่วัดหรือศาสนสถานของศาสนานั้นๆถ้าเป็นพระพุทธ
ศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเช้าพรรษา วันออกพรรษา              
ประเพณีตักบาตรทำบุญ วันวิสาขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา และวันพระ
ประเพณีตักบาตรเทโว วันออกพรรษา
                                                       ประเพณีเวียนเทียน วันเข้าพรรษา

     4.  ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับอาชีพ   เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับอาชีพท้องถิ่น เช่น ประเพณีแห่นางแมว ประเพณีสู่ขวัญข้าว ประเพณีบุญบั้งไฟ     

ประเพณีแห่นางแมว
ประเพณีสู่ขวัญข้าว
ประเพณีบุญบั้งไฟ

     5.  พระราชพิธี   เป็นงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งตามพระราชประเพณี โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปปฎิบัติพระราชกรณียกิจนั้นๆหรือโปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ไปปฎิบัติแทนพระองค์ เช่น การถวายผ้าพระกฐินหลวง พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีฉัตรมงคล
 การถวายผ้าพระกฐินหลวง
พระราชพิธีวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
พระราชพิธีฉัตรมงคล


     6.  รัฐพิธี   เป็นงานที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้กำหนดขึ้นเพื่อจัดเฉลิมฉลองงานระดับชาติ เช่น งานวันเฉลิมพระชนมพรรษา งานถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์
งานวันเฉลิมพระชนมพรรษา
งานถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์

เรื่องที่ 2 ความมีวินัยในหน้าที่

        วินัย หมายถึง ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อห้าม ที่บัญญัติไว้เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อความสงบเรียบร้อยดีงามทั้งของตนเองและหมู่คณะ  บุคคลที่มีว...